วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ!

5 เทคนิคลับฝึกภาษาอังกฤษ : ให้พูดเก่งขั้นเทพ!

1. Start with Listening! เริ่มต้นจากการฟัง!
.
ถ้าคุณอยากพูดภาษาอังกฤษได้ คุณต้องเริ่มต้นจากการฟัง!
.
ฟัง ฟัง ฟังแล้วก็ฟัง!
.
หัวใจสำคัญ 2 ข้อก็คือ คุณต้องเลือกฟังสื่อที่ไม่ยากเกินไปสำหรับคุณ (รู้ศัพท์ในสื่อนั้นๆมากกว่า 80%)
.
และข้อที่ 2 คือคุณต้องฟังทุกวัน! อย่างมีวินัยและตั้งใจ วันละ 1 ชั่วโมงขึ้นไป (แบ่งได้ เช้า 20 นาที เที่ยง 20นาที และเย็นอีก 20 นาที เวลารถติดก็ฟังได้)
.
เรากล้าท้าเลย ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวัน 1 เดือนผ่านไปคุณจะแปลกใจตัวเอง ว่าทำไมเราเก่งภาษาอังกฤษขึ้นขนาดนี้
.
แต่ถ้าคุณฟังภาษาอังกฤษทุกวันตลอด 1 ปี คุณจะจำตัวเองวันนี้ไม่ได้เลย!!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ อย่า(พึ่ง)ฝึกพูด” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopspeaking/)
.
.
.
2. Use Photographic Memory! เรียนรู้เป็นภาพ ไม่ใช่ตัวอักษร!
.

เลิกท่องศัพท์(แบบเดิมๆ)ได้แล้ว
.
หยุดการท่องศัพท์แบบเป็นลิสต์ยาวๆที่เราต้องมาแปลเป็นไทย หันมาใช้วิธีเรียนรู้ศัพท์แบบเป็นภาพ เป็นเรื่องราวแทน
.
ใครยังท่องศัพท์แบบเดิมๆ ไม่มีทางพูดอังกฤษได้คล่อง พูดเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องงดท่องศัพท์” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopvocab1/ และ “วิธีท่องศัพท์ ฉบับเทพ!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/greatvocab1/)
.
.
.
3. Don’s Study Grammar rules! หยุดท่องกฏแกรมม่าร์ซะ!
.
ใครยังนั่งท่อง S+V to be+V ing+ …+ …+ ….ไปเรื่อยๆ หรือยังท่องกริยา 3 ช่อง ท่องกฏไวยากรณ์ต่างๆ
.
ถ้าท่องไปสอบ ท่องไว้เขียน Writing เขียน Essay ต่างๆ นี่โอเค
.
แต่ถ้าท่องไว้ใช้พูด คุณเข้าใจผิดแล้ว!!!
.
ไม่มีใครพูด คล่องเพราะท่องกฏแกรมม่าร์หรอก บอกเลย!
.
(อ่านเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษได้ ให้หยุดเรียน Grammar” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/stopgrammar1/)
.
.
.
4. No Translation! อย่าแปลเป็นไทย!
.
อยากพูดอังกฤษให้คล่อง ต้องพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติ
.
การพูดได้อย่างเป็นอัตโนมัติคือ ฟัง-คิด-พูด ต้องเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยไม่มีการแปลเป็นไทยในหัว
.
เพราะฉะนั้น เราควรพยายามแปลเป็นไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
สาเหตุที่เราพูดภาษาอังกฤษแล้วตะกุกตะกัก ไม่ไหลลื่น ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเรามักต้องนึกศัพท์
.
และที่เราต้องนึกศัพท์ เพราะเราคิดเป็นภาษาไทยในหัวก่อนเนี่ยแหละ ถึงต้องแปลกลับมาเป็นภาษาอังกฤษ จึงต้องนึกศัพท์
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดเป็นภาษาอังกฤษได้ ก็จะไม่ต้องนึกศัพท์ (แน่สิ คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะนึกศัพท์ภาษาอังกฤษทำไม?)
.
เมื่อนั้น เราจะพูดอังกฤษได้โคตรคล่อง!
.
(อ่านต่อเพิ่มเติม บทความ “อยากพูดอังกฤษคล่อง ต้องอย่าแปล!” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/notranslation/)
.
.
.
5. Change Environment! เปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมือนอยู่เมืองนอก
.

พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด
.
เม้าท์กับเพื่อน >>> พยายามหาเพื่อนฝรั่งคุยแชทบ้าง คุย Skype บ้าง
.
ดูหนัง-ดูละคร >>> เปลี่ยนมาเป็นดูหนัง ดูซีรี่ย์ และต้องดูให้ถูกวิธีด้วย ดูผิดวิธี ดูเป็นพันเรื่องยังไงก็ไม่เก่ง (อ่านเพิ่มเติม บทความ “ดูหนังยังไง ให้พูดอังกฤษได้” ได้ที่ http://www.mindenglish.net/article/watchmovies/
.
ฟังเพลง >>> จากเพลงไทยสุดดราม่า หันมาฟังเพลงฝรั่งบ้าง (บทความถัดๆไป จะแนะนำเรื่องการฟังเพลงอย่างไร ให้แจ่มที่สุด)
.
ดูข่าว >>> จากดูเรื่องเล่าเช้านี้ ลองเปลี่ยนเป็นดูข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศบ้าง ชอบสำเนียงอเมริกันก็ลอง CNN ถ้าชอบสำเนียงบริทิชเก๋ๆ BBC ก็ถือว่าดีมาก
.
อ่านหนังสือ>>> ลองเปลี่ยนมาอ่านหนังสือต่างประเทศบ้าง เริ่มจากแนวที่ตัวเองชอบก่อนก็ได้ พยายามเริ่มจากง่ายๆไปก่อน
.
ยิ่งเราเปลี่ยนได้มากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น
.
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ อย่าไปฝืน อย่าไปเร่ง อย่าไปเร้า
.
ที่สำคัญที่สุดคือต้อง “ชิลล์” อันไหนฟังไม่ออก อันไหนอ่านไม่เข้าใจก็พยายามฟัง พยายามทำความไม่เข้าใจ ไม่ต้องเครียด
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึก คือ การไม่ฝึก
.
การมีความพยายามในการฝึกคือสิ่งที่ดีมาก แต่สิ่งที่ดีมากที่สุดคือการไม่ต้องพยายาม การไม่ฝืน ทำเหมือนเป็นธรรมชาติ
.
ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ เราจะยิ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

ทีมา :.
http://www.mindenglish.net/article/5secrets/

5 วิธีสนุกๆ ในการอ่านภาษาอังกฤษให้เร็วขึ้น

5 วิธีสนุกๆ ในการอ่านภาษาอังกฤษให้เร็วขึ้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การอ่านภาษาอังกฤษ

1.กำหนดเวลาในการอ่าน

คุณมีสมาร์ทโฟนไหม? ใช้การตั้งเวลาแบบถอยหลังเพื่อกำหนดเวลาในการอ่านเรื่องเป็นครั้งแรก เริ่มจาก 30 วินาทีต่อ 100 คำ นี่เป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการที่คุณจะไม่ติดอยู่ที่คำบางคำที่คุณไม่รู้จัก เมื่อคุณรู้ว่าตัวเองมีเวลาจำกัด คุณจะมุ่งความสนใจไปที่คำหรือวลีที่สำคัญซึ่งคุณเข้าใจความหมายของมันดีเพื่อทำความเข้าใจความหมายโดยรวมของเนื้อหาเหล่านั้น


2.พยายามสันนิษฐานชื่อของเรื่องที่อ่าน


โดยปกติชื่อเรื่องจะบอกถึงใจความสำคัญของงานเขียน ถ้าคุณกำลังฝึกเทคนิคการอ่านผ่านๆ อยู่ ก็ขอให้โยงสิ่งที่อ่านเข้ากับชื่อเรื่อง อ่านเรื่องภายในเวลาที่กำหนด และสันนิษฐานว่าเรื่องที่อ่านน่าจะมีชื่อเรื่องว่าอย่างไร ถ้าชื่อเรื่องที่คุณสันนิษฐานตรงกับที่เป็นจริง แสดงว่าคุณเข้าใจใจความสำคัญของเนื้อหาเหล่านั้นได้ถูกต้อง


3.การเน้นคำเพื่อที่จะกลับมาดูทีหลัง


เมื่อคุณอ่านแบบผ่านๆ โดยมีการกำหนดเวลาก็มักจะมีคำที่น่าสนใจที่คุณยังไม่มีเวลาพอที่จะเดาความหมายของมันปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อย สิ่งสำคัญก็คือคุณไม่สามารถปล่อยให้คำเหล่านั้นมาทำให้คุณเสียเวลา แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเพิ่มคำเหล่านั้นลงในคำศัพท์ของคุณก็เพียงแต่ไฮไล้ท์หรือขีดเส้นใต้มันขณะที่คุณอ่าน แล้วค่อยกลับมาดูคำดังกล่าวทีหลังเพื่อเดาความหมายหรือค้นหาความหมาย


4.อ่านย้อน


เริ่มจากการหาคำสำคัญจากข้างล่างของเรื่องแล้วย้อนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงข้างบน วิธีนี้ใช้ได้ผลสำหรับการอ่านเพื่อจับใจความเท่านั้นแต่ก็เป็นวิธีที่ดีมากๆ สำหรับการอ่านให้เร็วขึ้นเพราะมันบังคับคุณไม่ให้สนใจในทุกๆ คำแต่ให้มุ่งไปเฉพาะที่คำที่ให้ข้อมูลที่คุณต้องการเท่านั้น

 5.อ่านกลับหัว

นี่ก็เป็นคำแนะนำสำหรับการอ่านเพื่อจับใจความเช่นกัน(คุณไม่สามารถอ่านหนังสือทั้งเล่มด้วยการอ่านกลับหัว!) นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มุ่งหาเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นโดยที่ไม่ต้องเสียเวลากับเนื้อความทั้งหมด มันอาจจะดูแปลกๆ หน่อยหากเราทำแบบนี้ในที่สาธารณะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะฝึกการใช้วิธีนี้เฉพาะที่บ้านเท่านั้น!

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การอ่านภาษาอังกฤษ
 นี่คือคำแนะนำทั้ง 5 ที่จะช่วยให้คุณอ่านภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น คุณใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่แล้วหรือว่าคุณมีเทคนิคที่แตกต่างจากนี้? บอกให้เรารู้ผ่านcomments section ที่อยู่ด้านล่างนะครับ
ทีมา : http://www.englishtown.com/th-th/blog/5-fun-ways-to-read-faster-in-english/

แนะนำ 5 เคล็ดลับ…ทำยังไงถึงจะอ่านภาษาอังกฤษให้เก่ง

 แนะนำ 5 เคล็ดลับ…ทำยังไงถึงจะอ่าน                      ภาษาอังกฤษให้เก่ง

guessenglish-opt

1. เลือกอ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่านจริงๆเท่านั้น

เพราะจะเป็นแรงบันดาลใจให้อ่านได้ต่อเนื่อง จนเกิดนิสัยรักการอ่านในอนาคต ถ้าเราไปเลือกผิด จับหนังสือที่ไม่สนุก หรือใช้ภาษาที่ซับซ้อนเกินไป ถึงอ่านไปก็ไม่เข้าใจ พาลชวนให้ล้มเลิกความพยายามเสียเปล่าๆ ดังนั้นต้องถามตัวเองก่อนนะว่าเราชอบหนังสือภาษาอังกฤษแนวไหนกันแน่? อาจเป็นการ์ตูนฝรั่ง นิตยสารแฟชั่น หรือแม้แต่นิยายภาษาอังกฤษก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีได้ทั้งนั้น

2. ถ้ารู้สึกเบื่อหรือหนังสือยากเกินไป ให้หยุดอ่านแล้วเปลี่ยนเล่มใหม่ทันที

แนะนำให้หาเล่มที่อ่านง่ายก่อน เพราะดูเหมือนเราจะยังไม่พร้อมที่จะอ่านเล่มยากๆตอนนี้ ถ้าไม่มีสมาธิ อ่านไปเรื่อยๆยังไงก็ไม่ซึมซับครับ สู้อ่านเรื่องที่เราชอบ หรือถนัดดีกว่า พอมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังสือภาษาอังกฤษแล้วมันก็จะทำให้เราอ่านได้นานๆจนลืมเวลาไปเลยล่ะ 

3. ฝึกเดาความหมายศัพท์ที่ไม่รู้
โดยพิจารณาจากศัพท์หรือประโยคข้างเคียง ถ้าเดาไม่ออกก็ให้อ่านข้ามไปได้ อย่าไปกลัวว่าจะไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดอย่างครบถ้วน เพราะการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเพื่อฝึกภาษาอังกฤษนั้นเน้นทำความเข้าใจเนื้อเรื่องโดยรวม และการเห็นคำศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์ซ้ำๆ บ่อยๆก็จะจำและตีความได้เอง

4. เปิดพจนานุกรมขณะอ่านให้น้อยที่สุด

มีงานวิจัยด้านภาษาได้ระบุไว้ว่า นักอ่านที่หยุดอ่านเป็นระยะๆ (slow reader) จะมีกระบวนการเรียนรู้ภาษาช้ากว่าคนที่ฝึกอ่านเร็วๆ (speed reader) ในช่วงแรกอาจต้องพึ่งพาดิกชันนารี่ แต่พอผ่านไปถึงจุดๆหนึ่งก็ต้องพึ่งพาตัวเองแล้วล่ะครับ  จะได้ฝึกอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายแล้วมีความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ในหัวก็ยังดีกว่าต้องมาคอยเปิดดิกชันนารี่หาความหมายทุกคำอยู่ดี

5. อ่านหลายๆรอบ

ยิ่งอ่านซ้ำหลายๆรอบ จะช่วยทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องและเพิ่มความสามารถภาษาอังกฤษได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ อ่านไปเถอะครับ ไม่ต้องไปนับว่ากี่ครั้ง จะเป็นสิบ หรือเป็นร้อยรอบแต่ถ้ามันทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษ อ่านข่าวภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ก็คุ้มค่าแล้วจริงมั้ย?
ถ้าเราจับจุดถูกต้องหยิบหนังสือที่เราชอบขึ้นมาได้ละก็ เรื่องยากๆก็จะดูเป็นเรื่องสนุกสำหรับเราเลยทีเดียว ลองหาหนังสือภาษาอังกฤษที่ชอบมาอ่านซักเล่มนะครับ แล้วจะรู้ว่าการ ฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ไม่ได้ยาก หรือน่าเบื่ออย่างที่คิดเลย เผลอๆอาจทำให้เราเรียนภาษาอังกฤาได้ดีขึ้นด้วย ขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านภาษาอังกฤษนะครับ
ที่มา : http://www.dailyenglish.in.th/5-reading-tips/